ฉันจะต้องเปลี่ยนอาหารหรือไม่



ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าอาหารหรือสารปรุงแต่งใดที่กระตุ้นหรือบรรเทาอาการของโรคโครห์น

โดยทั่วไปยังคงแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วนทุกหมู่เพื่อรักษาน้ำหนักตัวและความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

อีกด้านหนึ่งผู้ป่วยโรคโครห์นบางรายอาจสังเกตว่าอาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหรือทำให้อาการแย่ลง ซึ่งทำได้โดยการปรับปริมาณใยอาหารที่รับประทาน รวมถึงงดแป้งสาลี ของเผ็ด และผลิตภัณฑ์จากนม คุณอาจตรวจสอบอาหารของตัวเองว่ามีอาหารใดกระตุ้นให้เกิดอาการหรืออาการแย่ลงหรือไม่ โดยควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนากรก่อนเปลี่ยนอาหารเพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าคุณยังคงมีโภชนาการที่ดีและได้รับสารอาหารครบถ้วน นอกจากนี้คุณอาจทำบันทึกรายการอาหารเพื่อติดตามอาหารที่รับประทานและสังเกตว่าอาการเปลี่ยนไปหรือไม่

หากคุณมีภาวะลำไส้ตีบแคบอาจต้องหลีกเลี่ยง 'อาหารย่อยยาก' หรือ 'อาหารปริมาณมาก' ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตัน โดยโภชนากรจะเป็นผู้ให้คำแนะนำในข้อนี้ โดยทั่วไปอาหารกลุ่มนี้มักได้แก่อาหารที่มีกากใยสูง ถั่วเปลืองแข็งและเมล็ดพืช เปลือกของผักและผลไม้ เนื้อส่วนที่เคี้ยวยากหรือกระดูกอ่อน และจะเป็นการดีหากคุณแบ่งอาหารหรือของว่างเป็นมื้อย่อยวันละหลายครั้งและเคี้ยวให้ละเอียด

มีหลักฐานว่าการหลีกเลี่ยงอบเชยและสารกลุ่มเบนโซเอต (benzoate) เช่นที่พบในน้ำอัดลม สามารถบรรเทาอาการของโรคโครห์นในเด็กที่มีอาการแสดงที่ปาก ผู้ป่วยโรคโครห์นมักเสี่ยงต่อภาวะพร่องวิตามินโดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมสารอาหารอันเนื่องมาจากการอักเสบในลำไส้เล็ก แพทย์หรือพยาบาล IBD จะแจ้งให้คุณทราบหากจำเป็นต้องเสริมวิตามิน

  • ผู้ป่วยโรคโครห์นมักขาดธาตุเหล็กซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (มีเฮโมโกลบินหรือเม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงร่างกายน้อย) คุณอาจได้รับยาเสริมธาตุเหล็กแบบยารับประทานหรือยาฉีด (ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ)
  • ผู้ป่วยที่ตัดลำไส้เล็กส่วนปลายหรือผู้ที่มีการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนปลายอาจมีปัญหาขาดวิตามินบี 12 ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโลหิตจาง สามารถรักษาด้วยการฉีดวิตามินบี 12
  • ยาสำหรับรักษาโรคโครห์นบางตัวอาจเป็นสาเหตุของภาวะพร่องสารอาหาร เช่น sulphasalazine อาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมโฟเลต และสเตียรอยด์อาจทำให้สูญเสียแคลเซียมซึ่งอาจนำไปสู่กระดูกพรุน การเสริมแคลเซียม (และวิตามินดี) อาจช่วยป้องกันกระดูกพรุนได้
  • การขาดวิตามินดียังเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วย IBD เราผลิตวิตามินดีได้เองเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด รวมถึงได้รับจากอาหาร เช่น ไข่และปลาที่อุดมด้วยไขมัน วิตามินดีมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและจำเป็นต่อสุขภาพกระดูกที่ดี บางการศึกษาวิจัยแนะนำว่าระดับวิตามินดีที่น้อยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผ่าตัดและการนอน โรงพยาบาลโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคโครห์น และการเสริมวิตามินดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการกำเริบ

ที่มา

http://s3-eu-west-1.amazonaws.com/files.crohnsandcolitis.org.uk/Publications/crohns-disease.pdf